แรงงานเสี่ยงโรค “กระดูก-กล้ามเนื้อ” มากสุด “หูตึง” อันดับสอง

รพ.นพรัตน์ เผยสถิติแรงงานเสี่ยงโรคจาก “กระดูกและกล้ามเนื้อ” มากที่สุด ตามด้วยโรคหูตึงจากเสียงดัง และยากำจัดศัตรูพืช
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานแห่งชาติ กรมการแพทย์ จึงใช้โอกาสนี้ขอให้ผู้ใช้แรงงานดูแลสุขภาพตนเองและระวังโรคซึ่งเกิดจากการสัมผัสสิ่งคุกคามในที่ทำงาน เช่น โรคปอดอักเสบในคนที่แข็งแรงดี โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เมื่อไปพบแพทย์อาจนึกไม่ถึงว่าจะเป็นโรคจากการทำงานทำให้การวินิจฉัยพลาดไป รักษาโรคแต่ไม่ได้รักษาที่สาเหตุทำให้มีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ โรคจาก

การทำงานสามารถป้องกันได้ ผู้ใช้แรงงานรักษาสุขภาพให้แข็งแรง งดเหล้า บุหรี่ ลดความเครียด ใช้อุปกรณ์ในการป้องกันตนเองจากสารเคมี และเสียงดัง ยกของอย่างถูกวิธี และไม่ทำงานหนักจนเกินไป เป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคจากการทำงาน

นพ.สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โดยงานอาชีวเวชศาสตร์ ได้สรุปจำนวนโรคจากการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อผู้ใช้แรงงาน ดังนี้ โรคที่เกิดจากยากำจัดศัตรูพืช 8,689 คน โรคกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงาน 81,226 คน ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด โรคที่เกิดจากพิษโลหะหนัก 39 คน โรคปอดฝุ่นหิน 236 คน โรคปอดจากแร่ใยหิน 166 คน โรคจากสารทำละลายอินทรีย์ 673 คน โรคหูตึงจากเสียงดัง 60,946 คน สำหรับหลักการป้องกันตนเองอย่างถูกวิธีคือ

1. การรู้สาเหตุของการเกิดโรค ได้แก่ คนงานและผู้อาศัยใกล้เคียงโรงงานโม่หินที่มีฝุ่นหินทรายฟุ้งกระจาย เป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นซิลิกา จะป้องกันได้ต้องกำจัดฝุ่นหิน ไม่ให้คนไปสัมผัส และปรับปรุงสิ่งแวดล้อม 2.การรู้การกระจายของโรค เพื่อให้ทราบกลุ่มบุคคล พื้นที่ และเวลาในการเกิดโรค ทำให้กำหนดกลุ่มที่เป็นปัญหาสาธารณสุข 3. การรู้ธรรมชาติของการเกิดโรค เนื่องจากโรคแต่ละโรค จะมีการดำเนินของโรคที่ต่างกันออกไป ซึ่งมีผลต่อการกำหนดวิธีการป้องกันที่เหมาะสม ที่สำคัญสถานประกอบการควรให้ความสำคัญในการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้ใช้แรงงาน และหากมีปัญหาควรพบแพทย์ เป็นระยะๆ โดยตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับปัจจัยที่สัมผัส เพื่อจะสามารถสืบค้นปัญหาสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะแรกของโรค และตรวจทางอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม หากสงสัยว่าเป็นโรคจากการทำงาน สามารถติดต่อได้ที่คลินิกอาชีวเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี หรือสอบถามได้ที่สายด่วน 0 2517 4333 ได้ทุกวันในเวลาราชการ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์